> 26.ก๋วยเตี๋ยวเป็ด นายโอว วัดดอนหวาย จ.นครปฐม อยู่ในตลาดดอนหวาย จ.นครปฐมก๋วยเตี๋ยวเป็ดอร่อย ขนมตาล ป้าไข่วัดดอนหวาย จ.นครปฐมอยู่ในตลาดดอนหวาย จ.นครปฐม เปิปพิสดาร ชวนชิม แนะนำ ขนมตาลกับขนมถ้วยฟู
> 27.บุฟเ> ฟ่ห์ อาหารญี่ปุ่น โออิชิ ทองหล่อ
> 28.สมหมายข้าวมันไก่ สะพานผัก อยู่ตรงสะพานผักหากเข้ามาจากถนนปิ่นเกล้า-นครชัยศรี มุ่งหน้าถนนสวนผักเข้าซอยชัยพฤกษ์ตรงเซเว่นอีเลฟเว่น(ปากซอย) ผ่านขนส่ง
> 2 จนถึงสะพานผัก เลยไปนิดเดียวร้านอยู่ด้านซ้ายมือเปิปพิสดารชวนชิม ขายตอนเช้า พอสายก็หมดแล้ว
> 29.ข้าวต้มปลา สะพานผัก อยู่ตรงสะพานผักหากเข้ามาจากถนนปิ่นเกล้า-นครชัยศรีมุ่งหน้าถนนสวนผัก ผ่านขนส่ง 2 จนถึงสะพานผักพอดีร้านอยู่ด้านซ้ายมือขายตอนเย็น
> แนะนำ ข้าวต้มปลา ยำปลากระพง
> 30.บ้านชายน้ำ วัดไก่เตี้ย เป็นร้านอาหารริมน้ำ บรรยากาศสบายๆง่ายๆไม่มีแอร์ หากมาจากสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าหลังจากข้ามมาจากฝั่งกรุงเทพฯ แล้วห้ามขึ้นถนนลอยฟ้า หรือจะขึ้นต้องลงตลิ่งชันแล้วไปกลับรถมาก็ได้หลังจากวิ่งผ่าน เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ผ่านสถานีขนส่งสายใต้ใหม่ข้ามคลองมาให้ชิดซ้ายสุดเลี้ยวเข้าคู่ขนานแล้วเลี้ยวซ้าย เลยเข้าถนนบางกอกน้อย-ตลิ่งชัน มุ่งหนาบางขุนนนท์เข้าไป ประมาณ 10 เมตรมีแยกซ้ายมือเล็กๆ เป็นป้ายเข้าวัดไก่เตี้ย เข้าไปเลย แล้วเลี้ยวขวาอีกทีเข้าไปในบริเวณวัด ร้านอยู่ริมน้ำราคาย่อมเยาว์เป็นอาหารไทย อาหารทะเล แนะนำ ปลาช่อนชายน้ำ ปลาหมึกไข่นึ่งมะนาวหมี่กรอบ เปิด ขาย 11.00 - 23.00 น.
> 31.ตะวัน
> 32.บานานา ลีฟ สีลมคอมเพล็กซ์! ร้านนี้ขายอาหารไทย อร่อยมาก 231-3124
> 33.บ้านกลางโทร. 292-0175
> 34. ปูผัดผงกะหรี่ สมบูรณ์โภชนา
> 35. Ad. Makers หลังสวน โทร.652-0168-9
> 36.ผลไม้ลุงสุง บางขุนนนท์ อยู่ในซอยบางขุนนท์หากมาจากจรัญสนิทวงศ์ เข้าบางขุนนนท์ มาประมาณ 200 เมตร ร้านอยู่ซ้ายมือ เป็นห้องแถว 1ห้อง> เปิปพิสดารชวนชิม แนะนำ ฝรั่งแช่บ๊วย, มะม่วงดอง, มะขามคลุกน้ำตาล
> 37.ข้าวขาหมู หน้า รพ.เลิศสิน ร้านอยู่ในซอยเล็กๆ เชลล์ชวนชิมอยู่ตรงข้ามโรงพยาบาลเลิศสิน ถนนสีลม ใกล้แยกเข้าถนนเจิญกรุงเข้าซอยไป ประมาณ15 เมตร ร้าน อยู่ขวามือ ควรไปแต่เนิ่นๆ เพราะหมดเร็ว แนะนำคากิขาหมู
> 38.โคบุเนะ อาหารญี่ปุ่น World Trade Center อยู่ใกล้ๆกับร้านดังกิ้นโดนัทมีอาหารญี่ปุ่นเป็นจานเล็กๆ ลอยเรือรอบๆบาร์ หยิบได้ตามสบายจานละ25บาท แนะนำข้าว หน้าหมูทอด เกี๊ยวซ่า ถั่วแดงเย็น
> 39.Noodle House สยามสแควร์ร้านอยู่หัวมุม ตรงแยกปทุมวัน
> 40.ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นเนื้อ จุฑารส สยามสแควร์

> 41.Freshy Crepe เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ชั้น 5 เป็นร้านเล็กๆแต่เปิปพิสดารนะหากมาจากลานจอดรถ เซ็นทรัลพลาซา ขึ้นลิฟท์ ชั้น 5แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าห้างร้านอยู่ใกล้ๆ ร้านสุกี้ MK ขายเครปญี่ปุ่นแนะนำไส้น้ำพริกเผาหมูหยอง
> 42. Ta.Tam เชิงสะพานข้ามทางรถไฟ ใกล้ สน.ตลิ่งชัน เป็น PUB andRESTUARANT มีดนตรีเล่นสดๆ ตั้งแต่ 19.30-20.30 น. เป็นโฟลค์ซองและพอดึกเป็นวงrock อาหารที่นี่เป็นอาหารไทย แนะนำปลาหมึกไข่นึ่งมะนาวบรรยากาศสไตล์ครันทรี่แบบโบราณ กันเอง ดูสบายๆหากมาจากเซ็นทรัลปิ่นเกล้า ข้ามสะพานตรงสายใต้ใหม่มาให้ ออกทางคู่ขนานวิ่งมาเรื่อยๆกลับรถใต้สะพาน ร้านจะอยู่เชิงสะพานพอดี

 

แนะนำร้านอาหารเพิ่มเติม ภัตตาคาร ประจำเดือน
เบ้ฉั่งฮะ ( )
- ร้าน "เบ้ฉั่งฮะ" เปิดมานานกว่า 60 ปี เป็นที่รู้จักกันดีถึงเอกลักษณ์ และรสชาติของอาหารทั้งไทย จีน ไม่ว่าจะเป็นทอดมันปลากรายแท้ แกงเหลืองหน่อไม้ดอง แกงไตปลา คั่วกลิ้งปลากราย หรืออาหารจีนอย่าง ผัดเผ็ดปลาฉลาม ซี่โครงหมูผัดซีอิ๊ว ซึ่งอาหารผ่านการคัดเลือกว
ที่อยู่ : 864 สามเสน ถนนนครไชยศรี ดุสิต  กรุงเทพ
เบอร์โทร : 0-2243-1119
 
หมูสเต๊ะรสเลิศ ( )
- เปิดขายมานานเชื่อถือได้ ทั้งคุณภาพ ถูกสุขอนามัย รสชาติเยี่ยม
ที่อยู่ :  หนองใหญ่ บางบอน23 บางแค บางแค  กรุงเทพ
เบอร์โทร : 02-4555544
 
รสเกษตร ( Rodkaset )
- ยังไม่มีรายละเอียด
ที่อยู่ : 50 พหลโยธิน  จตุจักร  กรุงเทพ
เบอร์โทร : 0-2243-1119
 
ต้นโพธิ์ ( TONPHO )
- ร้านข้าวแกงเมืองระนอง เปิดมานานประมาณ1ปี ได้เดลินิวส์ชวนชิม 6 เมนู (ขนมจีนนำยาปลาทะเล,ขนมจีนนำพริกกุ้งสด,แกงเคี่ยวพริก,คั่วกลิ้ง,ห่อหมกใบเหลียงเนื้อปลาครืดคราด,แกงจืดลูกเงาะ)
ที่อยู่ :   รัตนาธิเบศร์    นนทบุรี
เบอร์โทร : 029243245

ฮวงจุ้ย...

  ามหลักฮวงจุ้ยหากสำนักงานของท่านตั้งอยู่ในทิศทางที่ไม่ดี ท่านสามารถหลีกเลี่ยงการพบปะพลังงานที่ไม่ดีนั้น ตัวอย่างเช่น ห้องควรมีหน้าต่าง ควรเปิดม่านให้เห็นทิวทัศน์ภายนอก แต่หากทิวทัศน์ภายนอกเป็นตึกร้าง ควรหาผ้าม่านมาบัง ควรติดไฟให้สว่างมากๆ เพราะพลังงานที่ไม่มีตัวตนนั้นชอบอยู่ในที่มืด ตัดเล็มกิ่งไม้ที่บังหรืออยู่ใกล้ๆหน้าต่างออก ถ้าเป็นการเปิดสำนักงานใหม่ ให้จัดปาร์ตี้ งานเลี้ยงรื่นเริงจะช่วยทำลายพลังชั่วร้ายได้ อุปกรณ์เสริมพลังที่ดี ถ้าแก้ไขแล้ว ยังไม่อุ่นใจ อุปกรณ์ต่อไปนี้จะเป็นตัวช่วยที่ดี ควรเลือกใช้ให้เหมาะกับวัตถุประสงค์

ต้นไม้ดอกไม้::ช่วยแก้ไขความไม่สมดุลภายในจะช่วยนำความรุ่งเรืองมาสู่ภายในสำนักงานเพิ่มความร่มเย็นแก้ไขความแห้งอับเฉาในสถานที่

คริสตอลบอล ช่วยกระจายแสงแก้ไขจุดอับกระจายพลังชี่หมายถึงมวลพลังแห่งจักรวาล/ความผสมกลมกลืนระหว่างสิ่งสองสิ่งที่ตรงกันข้าม)

ระฆังกลม กระดิ่งแก้ว ป้องกันภัย แก้ไขพลังร้ายเรียกเงินทองไหลมาเทมา กระจกเงา ดูดหรือสะท้อนพลังงานที่ดีเข้ามาภายในสถานที่ ป้องกันพลังงานร้ายไม่ให้เข้ามา อ่างเลี้ยงปลา ตู้ปลา เสริมศิริมงคล ช่วยให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ ความมีชีวิตชีวาภายใน แก้ไขความแห้งและความนิ่งภายในสถานที่

รูปปั้นตั้งโชว์ เสริมความมั่นคงถาวร เพิ่มบารมี และถ่วงความสมดุลย์ให้กลมกลืน นำพุ กังหันลม ช่วยกระจายพลังคุกคามจากภายนอก กระตุ้นการไหลเวียนของพลังชีวิตภายใน ขลุ่ยไม้ไผ่ ช่วยขับไล่ความชั่วร้าย นำความสุขสงบมาสู่ และปกป้องให้ผู้คนในสถานที่นั้นปลอดภัย

 

การดูแลรักษาผ้าไหม

ผ้าไหม ควรรักษาด้วยวิธีซักแห้ง ทั้งนี้เพื่อช่วยให้ผ้าคงสภาพเดิมตลอดไป กรณีซักผ้าไหมด้วยมือ ควรใช้สบู่หรือแชมพูที่มีด่างอ่อนๆในน้ำอุ่น น้ำยาซักแห้งโดยทั่วไปก็ใช้ได้ผลดี(ส่วนใหญ่มีฤทธิ์เป็น กลาง) ควรตากผ้าไหมไว้ในที่ร่ม และในขณะที่เปียกๆอยู่ไม่จำเป็นต้องบิด ก่อนรีดผ้าไหมควรพรมน้ำให้ชุ่ม ดีเสียก่อน แล้วจึงรีดจากด้านในของผ้า คำเบื้องต้นนี้จะช่วยให้ผ้าไหมของท่านคงความสวยงามได้นาน ห้ามซักผ้าไหมทุกชนิดด้วยเครื่องซักผ้า รวมทั้ง ห้ามใช้แปรงซักผ้า กับผ้าไหมเพราะสิ่งสกปรกจะไม่ติดกับเนื้อผ้าเหมือนกับผ้าชนิดอื่นๆและห้ามซักด้วยผงซักฟอกที่มีฤทธิ์ ขจัดคราบสกปรก(หรือเป็นด่างสูง)เพราะจะทำให้ผ้าไหม มีสีซีดจางลง

 

วิธีรีดผ้าไหม

           1.ใช้น้ำยาสำหรับรีดผ้าไหม 1 ส่วน ผสมกับน้ำ 3 ส่วน(หากใช้น้ำยา อย่างเดียวอาจทำให้ผ้าไหมเป็นจุดด่างๆ

           2.ฉีดผ้าไหมที่ผสมแล้วลงบนผ้าไหมให้ทั่วๆ

           3.ควรรีดผ้าไหมโดยใช้การหมุนข้อมือ ส่ายไปมา

           4.ควรใช้ไฟเบอร์ 3 สำหรับผ้าไหม 1 เส้น(หรือผ้าไหมที่ค่อนข้างบาง)

           5.ควรใช้ไฟเบอร์ 4-5 เท่านั้น สำหรับ ผ้าไหมทั่วๆไป

 

ข้อควรระวัง

            1.ผ้าไหมสีสด เช่น สีแดง,ม่วงแดง,บานเย็น สีจะตกเล็กน้อย ไม่ควรนำไปแช่น้ำนาน และควรแยกซักกับผ้าสีอ่อน

            2.ผ้าไหม 2 เส้นขึ้นไป  ควรนำไปอาบน้ำยา,ซักหรืออบ ก่อนนำไปตัด (แต่ถ้าเป็นผ้าไหมของร้านเรา  ส่วนใหญ่จะอาบน้ำยาให้หมดแล้ว โปรดสอบถามพนักงานและหากเป็น ผ้าไหม 4 เส้น ควรนำไป อบอีกครั้ง เพราะเส้นไหมมีขนาดใหญ่ การอบครั้งเดียว อาจไม่ทำให้ผ้าไหม อยู่ตัวได้

วิธีการเลือกซื้อผ้าไหม

1.ควรพิจารณาดูว่า ผ้าไหมที่จะซื้อนั้นเป็นผ้าไหมแท้หรือไม่ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้โดย การตัดริมผ้าไหม มาเผาไฟ ถ้าเป็นผ้าไหมแท้ ขี้เถ้าจะมีสีดำ มีกลิ่นเหมือนเส้นผมไหม้ ถ้าหากเอามือขยี้ขี้เถ้าจะแตกเป็นผง ไม่เป็นก้อน หากเป็นเส้นใยสังเคราะห์เมื่อนำไปเผา  ถ้าสังเกตที่เปลวไฟจะมีสีเขียว สีฟ้า และกลิ่น เหมือนพลาสติกไหม้  ขี้เถ้าจะจับตัวเป็นก้อนแข็ง  (ที่แนะนำให้ตัดริมผ้าไหมไปทำการตรวจสอบเพราะว่า การปลอมปนผ้าไหมในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะใช้เส้นยืนที่เป็นพวกเส้นใยสังเคราะห์ หากเราดึงเส้นทางพุ่งมาทำการตรวจสอบ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นส้นไหมแท้  ผลการตรวจสอบ จะคลาดเคลื่อนได้)

             2.เมื่อเราแน่ใจแล้วว่าเป็นผ้าไหมแท้ ขั้นตอนต่อมา ให้ดูที่เนื้อผ้าว่า มีเนื้อแน่น สม่ำเสมอหรือไม่  ซึ่งเราสามารถตรวจสอบได้โดยการสัมผัส และสังเกตจาก เส้นไหมยืน ถ้าทอไม่แน่น เราจะเห็น เส้นไหมยืนค่อนข้างชัดเจน ซึ่งการใช้มือสัมผัสบางครั้งอาจไม่แน่นอนเพราะผู้ผลิตบางรายอาจนำผ้าไหมไป อาบน้ำยาแบบแข็ง ก็จะทำให้ผ้าไหมดูหนาขึ้น แต่เมื่อนำไปใช้ อาจทำให้เสื้อผ้าไม่คงทน

3.ความสม่ำเสมอ ของสีผ้าไหม ต้องสม่ำเสมอทั้งผืน แต่บางครั้งผลจากการฟอกย้อมที่ไม่ได้ มาตรฐาน อาจส่งผลให้ผ้าไหม มีสีที่ไม่สม่ำเสมอหรือด่าง ได้ และความไม่สม่ำเสมอของสีผ้าอาจเกิดได้จาก การใช้เส้นไหมพันธุ์ต่างประเทศ ที่ด้อยคุณภาพ เมื่อนำมาทอจะทำให้ผ้าเป็นล็อก หรือเป็นขั้น และตรวจดูว่าผ้าไหมสีตกหรือไม่ เพราะถ้าหากใช้สีราคาถูก คุณภาพต่ำก็จะทำให้ผ้าไหมสีตกได้ (การตรวจสอบอาจใช้ เศษริมผ้าไหมไปจุ่มน้ำและสังเกตการเปลี่ยนแปลง)

 4.ควรเลือกซื้อผ้าไหมจากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้ ซึ่งขอดูจากการได้ใบรับรอง มาตรฐานต่างๆ เช่น มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.)สามารถ ดูรายชื่อผู้ที่ได้รับมาตรฐานจาก

วิวัฒนาการทอผ้าไหมไทย

. วิวัฒนาการของการทอผ้าใน ประเทศไทย

                ๑.๑ วิวัฒนาการของการทอ

                แม้ว่าเราจะไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดมาใชอธิบายเรื่องจุดกำเนิดของการทอผ้าในประเทไทยก็ตาม  แต่ก็อาจจะกล่าวได้ว่า การทอผ้าเป็นงานศิลปหัตถกรรมที่เก่าแก่ที่สุดอย่างหนึ่งที่มนุษย์ในสมัยโบราณที่อาศัยอยู่ในดินแดนนี้รู้จัก ทำขึ้นตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์

                ภาพเขียนสีบนผนังถ้ำเช่นที่  เขาปลาร้า จังหวัดอุทัยธานี อายุประมาณ ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว  มีรูปมนุษย์โบราณกับสัตว์เลี้ยง  เช่น  ควาย  และสุนัข  แสดงว่ามนุษย์ยุคนั้นรู้จักเลี้ยงสัตว์แล้ว ลักษณะการแต่งกายของมนุษย์ยุคนั้นดูคล้ายกับจะเปลือยท่อนบน ส่วนท่อนล่างสันนิษฐานว่าจะ ใช้หนังสัตว์  หรือผ้าหยาบๆ ร้อยเชือกผูกไว้รอบๆ สะโพก บนศีรษะประดับด้วยขนนก

                จากภาชนะเครื่องปั้นดินเผาโบราณที่พบ บริเวณถ้ำผี จังหวัดแม่ฮ่องสอน อายุประมาณ

    ,๐๐๐-๘,๐๐๐ ปีมาแล้ว พบว่ามีการตกแต่งด้วยรอยเชือก และรอยตาข่ายทาบ ทำให้เราสันนิษฐาว่า  มนุษย์น่าจะรู้จักทำเชือกและตาข่ายก่อน โดยนำพืชที่มีใยมาฟั่นให้เป็นเชือก แล้วนำเชือกมาผูก หรือถักเป็นตาข่าย  จากการถักก็พัฒนาขึ้นมาเป็นการทอด้วยเทคนิคง่ายๆ แบบการจักสานคือนำเชือกมาผูกกับไม้หรือยึดไว้ให้ด้ายเส้นยืนแล้วนำเลือกอีกเส้นหนึ่งมาพุ่งขัดกับด้ายเส้นยืน เกิดเป็นผืนผ้าหยาบๆ ขึ้น  เหมือนการขัดกระดาษหรือการจักสาน เกิดเป็นผ้ากระสอบ   แบบหยาบๆ

                เราพบหลักฐานที่สำคัญทางโบราณคดีที่บริเวณบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี เช่น พบกำไล สำริด ซึ่งมีสนิม และมีเศษผ้าติดอยู่กับคราบสนิม นั้น  นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า  สนิมเป็นตัวกัด

 กร่อนโลหะซึ่งเป็นอนินทรียวัตถุ  แต่กลับเป็นตัวอนุรักษ์ผ้าซึ่งเป็นอินทรียวัตถุไว้ไม่ให้เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา  ที่แหล่งบ้านเชียงนี้  เรายังพบ  แวดินเผาซึ่งเป็นอุปกรณ์การปั่นด้ายแบบง่ายๆ  และพบลูกกลิ้งแกะลายสำหรับใช้ทำลวดลายบน    ผ้าเป็นจำนวนมาก จึงทำให้พอจะสันนิษฐานได้ว่า มนุษย์อาศัยอยู่ในบริเวณบ้านเชียงเมื่อ ๒,๐๐๐-๔,๐๐๐ ปีมาแล้ว  รู้จักการปั่นด้าย  ทอผ้า  ย้อมสี และพิมพ์ลวดลายลงบนผ้าอีกด้วย

                                       

ผ้าในงานหัตถกรรมพื้นบ้าน

              

          ผ้าในงานหัตถกรรมพื้นบ้านโดยทั่วไปมีอยู่สองลักษณะคือ ผ้าพื้นและผ้าลาย   ผ้าพื้นได้แก่  ผ้าที่ทอเป็นสีพื้นธรรมดาไม่มีลวดลาย  ใช้สีตามความนิยม  ในสมัยโบราณสีที่นิยมทอกันคือ  สีน้ำเงิน สีกรมท่าและสีเทา ส่วนผ้าลายนั้นเป็นผ้าที่มีการประดิษฐ์ลวดลายหรือดอกดวงเพิ่มขึ้นเพื่อความงดงาม มีชื่อเรียกเฉพาะตามวิธี เช่น ถ้าใช้ทอ (เป็นลายหรือดอก) ก็เรียกว่าผ้ายก ถ้าทอด้วยเส้นด้ายคนละสีกับสีพื้น เป็นลายขวาง  และตาหมากรุกเรียกว่า  ลายตาโถง  ถ้าใช้เขียน หรือพิมพ์จากแท่งแม่พิมพ์โดยใช้มือกด  ก็เรียกว่า  ผ้าพิมพ์ หรือผ้าลายอย่าง ซึ่งเป็นผ้าพิมพ์ลาย ที่คนไทยเขียนลวดลายเป็นตัวอย่างส่งไปพิมพ์  ที่ต่างประเทศ เช่น อินเดีย

ผ้าเขียนลายส่วนมากเขียนลายทอง  แต่เดิมชาวบ้านรู้จักทอแต่ผ้าพื้น (คือผ้าทอพื้นเรียบไม่ยกดอกและมีลวดลาย)  ส่วนผ้าลาย  (หรือผ้ายก) นั้น เพิ่งมารู้จักทำขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น หรือสมัยอยุธยาตอนปลาย  สันนิษฐานว่าได้แบบอย่างการทอมาจากแขกเมืองไทรบุรี        ซึ่งถูกเจ้า-เมืองนครกวาดต้อนมา เมื่อครั้งที่เมืองไทรบุรีคิด ขบถประมาณ พ.ศ. ๒๓๕๔ อย่างไรก็ตาม  ผ้าทั้ง สองประเภทนี้ใช้วิธีการทอด้วยกันทั้งสิ้น  วัสดุที นิยมนำมาใช้ทอคือ  ฝ้าย  ไหมและขนสัตว์ (แต่ส่วนมากจะใช้ฝ้ายและไหม) ชาวบ้านจะปลูกฝ้ายเป็นพืชไร่และเลี้ยงไหมกัน ฤดูที่ปลูกฝ้ายกันคือ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม จนถึงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งกินเวลาถึง  ๖ เดือน ต้นฝ้ายจึงจะแก่ เมื่อ เก็บฝ้ายมาแล้วจึงนำมาปั่นและกรอให้เป็นเส้น ม้วนเป็นหลอด  เพื่อที่จะนำไปเข้าหูกสำหรับ ทอต่อไป  ชาวบ้านรู้จักทอผ้าขึ้นใช้เอง  หรือสำหรับ แลกเปลี่ยนกับเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นจะต้องใช้ภายในครอบครัว การทอนี้มีมาแต่โบราณกาลแล้ว ไม่มีใครทราบว่ามีมาแต่เมื่อไร และได้แบบอย่างมาจากใคร ถ้าจะพิจารณาดูตาม หลักฐานทางประวัติศาสตร์แล้ว ในสมัยศรีวิชัย(ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓) ชาวบ้านคงรู้จักการทอผ้าแล้วเพราะว่าในสมัยนั้นเป็นสมัย ที่ได้มีการติดต่อการค้าและรับเอาศิลปะและวัฒนธรรมมาจากชนชาติที่เจริญกว่า เช่น จีน อินเดีย อาหรับ และเปอร์เซีย ชนต่างชาติดังกล่าวคงได้มาถ่ายทอดไป                                    

                การทอผ้านี้มีอยู่ในทุกภาคของประเทศหลักการและวิธีการนั้นคล้ายคลึงกันทั้งหมด  แต่อาจมีข้อปลีกย่อยแตกต่างกันบ้าง การทอนี้ทำด้วย มือโดยตลอดใช้เครื่องมือเครื่องใช้แบบง่ายๆซึ่งต้องอาศัยความชำนาญและความประณีต นับตั้งแต่การเตรียมเส้น การย้อมสี และการทอเป็นผืนเครื่องมือทอผ้าเรียกว่า "กี่" มี ๒ ชนิด คือ กี่ยก กับกี่ฝัง กี่ยกเป็นเครื่องมือที่ยกเคลื่อนที่ได้ ใช้ตั้งบนพื้น ถอดและประกอบได้ง่าย ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง มีขนาดเท่ากับกี่ฝัง แต่ทำตั้งสูง กว่า เพื่อให้เท้าถีบกระตุกด้ายในเวลาทอผ้า สะดวกไม่ติดพื้น ส่วนกี่ฝังคือเครื่องทอผ้าที่ใช้เสาปักฝังลงดินยึดอยู่กับที่ เคลื่อนย้ายไม่ได้สร้างกันไว้ตามใต้ถุนบ้าน เป็นเครื่องทอผ้าชนิด ที่นิยมใช้กันมาก

                การทอผ้าที่ชาวบ้านทำกันนั้นต้องอาศัยความจำและความชำนาญเป็นหลัก  เพราะไม่มีเขียนบอกไว้เป็นตำรา  นอกจากนี้แล้วยังพยายามรักษารูปแบบและวิธีการเอาไว้อย่างเคร่งครัด    จึงนับว่าเป็นการอนุรักษ์ศิลปกรรมแขนงนี้ไว้อีกด้วย

 

                                                

ผ้าพื้นบ้านที่นิยมใช้กันมี ๒ ประเภท คือ

                ๑. ผ้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเรียกกันว่าผ้าพื้นนั้นไม่มีความประณีตและสวยงามเท่าใดนัก แต่มีความทนทาน    ทอขึ้นอย่างง่ายๆ   มีสีและ ลวดลายบ้าง เช่น ผ้าพื้น ผ้าตาโถง ผ้าโสร่ง ผ้าแถบ ผ้าซิ่น และผ้าขาวม้า ซึ่งชาวบ้านนิยมใช้ติดตัวมาตั้งแต่สมัยโบราณ ปรากฏอยู่ในหลักศิลาจารึกหลักที่ ๔๔ แห่งแผ่นดินสมเด็จพระบรม

    ราชาธิราชที่ ๑ (พ.ศ. ๑๙๑๖)

                ๒. ผ้าที่ใช้ในงานพิธีต่างๆ เช่น ทำบุญ ฟ้อนรำ แต่งงานหรือเทศกาลต่างๆ ในสังคมไทยสมัยก่อนถือว่าการทอผ้าเป็นงานของผู้หญิง เพราะต้องใช้ความประณีตและละเอียดอ่อน   ใช้เวลานานกว่าจะทอผ้าชนิดนี้เสร็จแต่ละผืน ผู้หญิง ซึ่งในสมัยนั้นต้องอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนอยู่แล้ว จึงมีโอกาสทอผ้ามากกว่าผู้ชาย อีกประการ หนึ่ง ค่านิยมของสมัยนั้นยกย่องผู้หญิงที่ทอผ้า เก่ง เพราะเมื่อโตเป็นสาวแล้วจะต้องแต่งงานมีครอบครัวไปนั้น    ผู้หญิงจะต้องเตรียมผ้าผ่อนสำหรับออกเรือน   ถ้าผู้หญิงคนใดทอผ้าไม่เป็นหรือไม่เก่งก็จะถูกตำหนิ    ชายหนุ่มจะไม่สนใจ เพราะถือว่าไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมจะเป็น แม่บ้าน  เมื่อมีงานเทศกาลสำคัญต่างๆ ชาวบ้านจะพากันแต่งตัวด้วยผ้าทอเป็นพิเศษไปอวดประชันกัน ผ้าชนิดนี้จะทอขึ้นด้วยฝีมือประณีตเช่นเดียวกัน มีสีสัน  และลวดลาย ดอกดวงงดงามเป็นพิเศษ ผ้าบางผืนจะทอกันเป็นเวลาแรมปีด้วยใจรักและศรัทธา เช่น ผ้าลายจก ผ้าตีนจก ผ้าตาด ผ้ายก และผ้าปูม เป็นต้น

                ดังกล่าวแล้วว่าการทอผ้านั้นมีอยู่ทุกภาคของ ประเทศ แต่ละภาคจะมีจังหวัดที่มีความเด่นเป็น

    พิเศษในการทอผ้า คือ

                ภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดลำพูน จังหวัดเชียงใหม่

                ภาคกลาง ได้แก่ จังหวัดกรุงเทพฯ  จังหวัด สระบุรี  จังหวัดชลบุรี จังหวัดราชบุรี

                ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัดอุดรธานี จังหวัดหนองคาย จังหวัดขอนแก่น

                ภาคใต้   ได้แก่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี   จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสงขลา

                                              

วิธีการทอผ้า
         ปัจจุบัน ถึงแม้ว่ายังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดบ่งบอกถึงต้นกำเนิดของการ ทอผ้า แต่ก็สามารถเทียบเคียงกับหลักฐานอื่น ๆ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกันโดย มีเหตุผลหลายอย่างสนับสนุนแนวคิดที่ว่า การทอผ้ามีวิวัฒนาการมาจากการ ทำเชือก ทอเสื่อ และการจักสาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งลายเชือกทาบที่ปรากฏ ร่องรอยให้เห็นบนภาชนะดินเผา ซึ่งพบเป็นจำนวนมากตามแหล่งโบราณคดี ก่อนประวัติศาสตร์สมัยหินใหม่ เรื่อยมาจนถึงแหล่งโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ ด้วยเหตุนี้เอง จึงกล่าวได้ว่าการทอผ้าเป็นงานหัตถกรรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลกงานหนึ่ง
          หลักของการทอผ้า ก็คือการทำให้เส้นด้ายสองกลุ่มขัดกัน โดยทั้งสอง พวกตั้งฉากกัน เส้นด้ายกลุ่มหนึ่งเรียกว่า ด้ายยืนและอีกกลุ่มหนึ่งเรียกว่า ด้ายพุ่ง ลักษณะของการขัดกันของด้ายพุ่งและด้ายยืน  จะขัดกันแบบธรรมดาที่เรียกว่าลายขัดหรืออาจจะเพิ่มเทคนิคพิเศษเพื่อให้ผ้ามีลวดลาย สีสันที่สวยงามแปลกตา

  ขั้นตอนในการทอผ้า
        1. สืบเส้นด้ายยืนเข้ากับแกนม้วนด้ายยืน  และร้อยปลายด้ายแต่ละเส้นเข้าในตะ กอแต่ละชุดและฟันหวี ดึงปลายเส้นด้ายยืนทั้งหมดม้วนเข้ากับแกนม้วนผ้าอีกด้านหนึ่ง ปรับความตึงหย่อนให้พอเหมาะ กรอด้ายเข้ากระสวยเพื่อใช้เป็นด้ายพุ่ง
         2. เริ่มการทอโดยกดเครื่องแยกหมู่ตะกอ เส้นด้ายยืนชุดที่ 1 จะถูกแยก ออกและเกิดช่องว่าง สอดกระสวยด้ายพุ่งผ่าน สลับตะกอชุดที่ 1 ยกตะกอชุดที่ 2 สอดกระสวยด้ายพุ่งกลับ ทำสลับกันไปเรื่อย ๆ
          3. การกระทบฟันหวี (ฟืม) เมื่อสอดกระสวยด้ายพุ่งกลับก็จะกระทบ ฟันหวี เพื่อให้ด้ายพุ่งแนบติดกัน ได้เนื้อผ้าที่แน่นหนา
          4. การเก็บหรือม้วนผ้า เมื่อทอผ้าได้พอประมาณแล้วก็จะม้วนเก็บใน แกนม้วนผ้า โดยผ่อนแกนด้ายยืนให้คลายออกและปรับความตึงหย่อนใหม่ ่ให้พอเหมาะ

          

                                          

การทอผ้าพื้น


         เป็นการใช้หลักการทอผ้าเบื้องต้น  ที่นำเอาด้ายเส้นยืนและด้ายเส้นพุ่งมาขัดกัน  เพื่อให้เกิดเป็นผืนผ้า โดยด้ายเส้น พุ่งและเส้นยืนอาจเป็นด้ายสีเดียวกัน  หรือต่างสีกัน  หรือนำเอาเส้นด้ายที่เป็นดิ้นเงินหรือดิ้นทองมาทอควบด้าย เพื่อให้ผ้า มีความมันระยับ สวยงามยิ่งขึ้น

เทคนิคพิเศษที่ใช้ในการทอผ้า
         การขิด
         ขิด  หมายถึง กรรมวิธีในการทอผ้าเพื่อให้เกิดลวดลายต่างๆ ขึ้นมา  โดยวิธีการเพิ่มเส้นด้ายพุ่งพิเศษในระหว่างการ ทอ เพื่อให้เกิดลวดลายที่โดดเด่นกว่าสีพื้น วิธีการทำคือ ใช้ไม้เขี่ยหรือสะกิด เพื่อช้อนเส้นด้ายยืนขึ้น แล้วสอดเส้นด้ายพุ่ง  ไปตามแนวที่ถูกจัดช้อน จังหวะการสอดเส้นด้ายพุ่งนี่เอง ที่ทำให้เกิดเป็นลวดลายต่าง ๆ
         การจก
         เป็นเทคนิคการทอผ้าเพื่อให้เกิดลวดลายต่างๆ โดยเพิ่มเส้นด้ายพุ่งพิเศษสอดขึ้นลง วิธีการคือ ใช้ขนเม่น ไม้ หรือนิ้ว สอดเส้นด้ายยืนขึ้น แล้วสอดเส้นด้ายพุ่งพิเศษเข้าไป ซึ่งจะทำให้เกิดเป็นลวดลายเป็นช่วง ๆ สามารถทำสลับสีลวดลายได้หลากสี ซึ่งจะแตกต่างจากการขิดตรงที่ขิดที่เป็นการใช้เส้นด้ายพุ่งพิเศษเพียงสีเดียว การทอผ้าวิธีจกใช้เวลานานมากมักทำ 
เป็นผืนผ้าหน้าแคบใช้ต่อกับตัวซิ่น เรียกว่า
“ซิ่นตีนจก”

 การทอมัดหมี่

 

วิธีการทอผ้า
         ปัจจุบัน ถึงแม้ว่ายังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดบ่งบอกถึงต้นกำเนิดของการ ทอผ้า แต่ก็สามารถเทียบเคียงกับหลักฐานอื่น ๆ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกันโดย มีเหตุผลหลายอย่างสนับสนุนแนวคิดที่ว่า การทอผ้ามีวิวัฒนาการมาจากการ ทำเชือก ทอเสื่อ และการจักสาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งลายเชือกทาบที่ปรากฏ ร่องรอยให้เห็นบนภาชนะดินเผา ซึ่งพบเป็นจำนวนมากตามแหล่งโบราณคดี ก่อนประวัติศาสตร์สมัยหินใหม่ เรื่อยมาจนถึงแหล่งโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ ด้วยเหตุนี้เอง จึงกล่าวได้ว่าการทอผ้าเป็นงานหัตถกรรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลกงานหนึ่ง
          หลักของการทอผ้า ก็คือการทำให้เส้นด้ายสองกลุ่มขัดกัน โดยทั้งสอง พวกตั้งฉากกัน เส้นด้ายกลุ่มหนึ่งเรียกว่า ด้ายยืนและอีกกลุ่มหนึ่งเรียกว่า ด้ายพุ่ง ลักษณะของการขัดกันของด้ายพุ่งและด้ายยืน  จะขัดกันแบบธรรมดาที่เรียกว่าลายขัดหรืออาจจะเพิ่มเทคนิคพิเศษเพื่อให้ผ้ามีลวดลาย สีสันที่สวยงามแปลกตา

 

                                  

ขั้นตอนในการทอผ้า
        1. สืบเส้นด้ายยืนเข้ากับแกนม้วนด้ายยืน  และร้อยปลายด้ายแต่ละเส้นเข้าในตะ กอแต่ละชุดและฟันหวี ดึงปลายเส้นด้ายยืนทั้งหมดม้วนเข้ากับแกนม้วนผ้าอีกด้านหนึ่ง ปรับความตึงหย่อนให้พอเหมาะ กรอด้ายเข้ากระสวยเพื่อใช้เป็นด้ายพุ่ง
         2. เริ่มการทอโดยกดเครื่องแยกหมู่ตะกอ เส้นด้ายยืนชุดที่ 1 จะถูกแยก ออกและเกิดช่องว่าง สอดกระสวยด้ายพุ่งผ่าน สลับตะกอชุดที่ 1 ยกตะกอชุดที่ 2 สอดกระสวยด้ายพุ่งกลับ ทำสลับกันไปเรื่อย ๆ
          3. การกระทบฟันหวี (ฟืม) เมื่อสอดกระสวยด้ายพุ่งกลับก็จะกระทบ ฟันหวี เพื่อให้ด้ายพุ่งแนบติดกัน ได้เนื้อผ้าที่แน่นหนา
          4. การเก็บหรือม้วนผ้า เมื่อทอผ้าได้พอประมาณแล้วก็จะม้วนเก็บใน แกนม้วนผ้า โดยผ่อนแกนด้ายยืนให้คลายออกและปรับความตึงหย่อนใหม่ ่ให้พอเหมาะ


                                     

การทอผ้าพื้น
         เป็นการใช้หลักการทอผ้าเบื้องต้น  ที่นำเอาด้ายเส้นยืนและด้ายเส้นพุ่งมาขัดกัน  เพื่อให้เกิดเป็นผืนผ้า โดยด้ายเส้น พุ่งและเส้นยืนอาจเป็นด้ายสีเดียวกัน  หรือต่างสีกัน  หรือนำเอาเส้นด้ายที่เป็นดิ้นเงินหรือดิ้นทองมาทอควบด้าย เพื่อให้ผ้า มีความมันระยับ สวยงามยิ่งขึ้น

เทคนิคพิเศษที่ใช้ในการทอผ้า
         การขิด
         ขิด  หมายถึง กรรมวิธีในการทอผ้าเพื่อให้เกิดลวดลายต่างๆ ขึ้นมา  โดยวิธีการเพิ่มเส้นด้ายพุ่งพิเศษในระหว่างการ ทอ เพื่อให้เกิดลวดลายที่โดดเด่นกว่าสีพื้น วิธีการทำคือ ใช้ไม้เขี่ยหรือสะกิด เพื่อช้อนเส้นด้ายยืนขึ้น แล้วสอดเส้นด้ายพุ่ง  ไปตามแนวที่ถูกจัดช้อน จังหวะการสอดเส้นด้ายพุ่งนี่เอง ที่ทำให้เกิดเป็นลวดลายต่าง ๆ
         การจก
         เป็นเทคนิคการทอผ้าเพื่อให้เกิดลวดลายต่างๆ โดยเพิ่มเส้นด้ายพุ่งพิเศษสอดขึ้นลง วิธีการคือ ใช้ขนเม่น ไม้ หรือนิ้ว สอดเส้นด้ายยืนขึ้น แล้วสอดเส้นด้ายพุ่งพิเศษเข้าไป ซึ่งจะทำให้เกิดเป็นลวดลายเป็นช่วง ๆ สามารถทำสลับสีลวดลายได้หลากสี ซึ่งจะแตกต่างจากการขิดตรงที่ขิดที่เป็นการใช้เส้นด้ายพุ่งพิเศษเพียงสีเดียว การทอผ้าวิธีจกใช้เวลานานมากมักทำ  เป็นผืนผ้าหน้าแคบใช้ต่อกับตัวซิ่น เรียกว่า “ซิ่นตีนจก”

 

         การทอมัดหมี่

           ผ้ามัดหมี่มีกรรมวิธีการทอผ้าที่ใช้เทคนิคการมัดและการย้อม เริ่มจากนำเส้นด้ายหรือไหมมาย้อมสีแล้วมัดบริเวณที่ ต้องการเก็บไว้ เมื่อนำไปย้อมสีอื่นจะได้ไม่ติดสี เพียงซึมเข้ามาบางส่วน     โดยย้อมเรียงลำดับจากสีอ่อนไปหาสีเข้มจนครบ ตามลวดลายที่กำหนด  หลังจากนั้นจึงนำด้ายกรอเข้าหลอดตามลำดับ แล้วนำไปทอจะเกิดลวดลายบนผืนผ้าที่มีลักษณะคลาดเคลื่อนเหลื่อมล้ำ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมัดหมี่   การทอผ้าชนิดนี้จึงต้องอาศัยความชำนาญในการมัดย้อมและทอเป็นอย่างมาก  ผ้ามัดหมี่มีอยู่หลายชนิด ได้แก่
         1.  มัดหมี่เส้นพุ่ง
         2.  มัดหมี่เส้นยืน
      .  3.  มัดหมี่เส้นพุ่งและเส้นยืน


         การทอผ้ายก
         เป็นกรรมวิธีการทอให้เกิดลวดลายโดยการยกตะกอแยกด้ายเส้นยืน และในบางครั้งการยกดอกจะมีการเพิ่มด้ายเส้น พุ่งจำนวนสองเส้น หรือมากกว่านั้นเข้าไปในผืนผ้า          ลวดลายที่ทอจะเป็นลายที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต สิ่งแวดล้อม และความเชื่อทางศาสนา ซึ่งได้แก่ ลายปราสาท ลานธรรมาสน์ ลายสัตว์ ลายพืช ลายจากสิ่งของเครื่องใช้ และลายเรขาคณิต
   

 

ที่มา ผ้าจากแหล่งโบราณคดีในประเทศไทย กองโบราณคดี กรมศิลปากร

ประวัติ ความเป็นมาและการท่องเที่ยวเมืองโคราช      

 

เมืองหญิงกล้า ผ้าไหมดี หมี่โคราช ปราสาทหิน ดินด่านเกวียน

 

                นครราชสีมา หรือที่เรียกว่า “โคราช” เปรียบเสมือนประตูสู่ภาคอีสาน อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ ๒๕๙ กิโลเมตร เป็นเมืองใหญ่บนดินแดนที่ราบสูง ที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรและสิ่งอำนวยความสะดวกทางการท่องเที่ยว ผู้มาเยือนจะเพลิดเพลินกับกิจกรรมท่องเที่ยวที่หลากหลายทั้งเดินป่าศึกษาธรรมชาติ พักผ่อนหย่อนใจริมอ่างเก็บน้ำ ชื่นชมความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมขอมโบราณ และเรียนรู้วัฒนธรรมพื้นบ้าน ทั้งยังได้อิ่มอร่อยกับอาหารอีสานต้นตำรับ ก่อนกลับยังได้ซื้อหาสินค้าเกษตรหัตถกรรมพื้นบ้านที่มีให้เลือกอีกมากมาย

คำว่า นครราชสีมา เกิดจากการรวมชื่อเมืองโบราณสองเมือง คือ เมืองโคราชและเมืองเสมา ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอโนนสูง  นครราชสีมาเคยเป็นที่ตั้งของชุมชนโบราณหลายแห่งตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ จนถึงสมัยที่มีการเผยแพร่ของวัฒนธรรมทวารวดีและวัฒนธรรมแบบขอมเข้ามาในดินแดนแถบนี้  เคยมีฐานะเป็นเมือง “เจ้าพระยามหานคร”เช่นเดียวกับเมืองนครศรีธรรมราชทางภาคใต้ มีอำนาจปกครองหัวเมืองน้อยใหญ่ในอีสานหลายแห่ง จนมาถึงปัจจุบันก็ยังคงความสำคัญอย่างต่อเนื่องในฐานะที่เป็นเมืองศูนย์กลางทางด้านคมนาคม เศรษฐกิจของภาคอีสาน

                จังหวัดนครราชสีมามีพื้นที่ประมาณ ๒๐,๔๙๔ ตารางกิโลเมตร แบ่งการปกครองออกเป็น ๒๖ อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองนครราชสีมา  ปากช่อง  สีคิ้ว  สูงเนิน  ขามทะเลสอ  ด่านขุนทด  โนนไทย  โนนสูง    ขามสะแกแสง  พิมาย  คงโนนแดง  ประทาย  ชุมพวง  บัวใหญ่  แก้งสนามนาง  บ้านเหลื่อม  จักราช  ห้วยแถลง ปักธงชัย   โชคชัย   ครบุรี   เสิงสาง   หนองบุนนาก   วังน้ำเขียว   เฉลิมพระเกียรติ  และอีก ๖ กิ่งอำเภอ คือ           

 กิ่งอำเภอเมืองยาง   เทพารักษ์   ลำทะเมนชัย   พระทองคำ  บัวลายและสีดา

 

อาณาเขต

              ทิศเหนือ               ติดต่อกับจังหวัดชัยภูมิ และขอนแก่น

                ทิศใต้                       ติดต่อกับจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี  และสระแก้ว

                ทิศตะวันออก          ติดต่อกับจังหวัดบุรีรัมย์

                ทิศตะวันตก            ติดต่อกับจังหวัดชัยภูมิ สระบุรี และลพบุรี

การเดินทาง

การเดินทางระหว่างกรุงเทพฯ-นครราชสีมา

                รถยนต  จากกรุงเทพฯ เดินทางไปนครราชสีมาได้หลายเส้นทาง เส้นทางที่นิยมที่สุดคือ จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข ๑ (พหลโยธิน) แยกเข้าทางหลวงหมายเลข ๒ (มิตรภาพ) ที่สระบุรี ไปจนถึงนครราชสีมา รวมระยะทางประมาณ ๒๕ กิโลเมตร

อีกเส้นทางคือ จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข ๓๐๔ ผ่านมีนบุรี ฉะเชิงเทรา พนมสารคาม กบินทร์บุรี ปักธงชัย ถึงนครราชสีมา รวมระยะทางประมาณ ๒๗๓ กิโลเมตร

หรืออาจเลือกใช้เส้นทางรังสิต-นครนายก ต่อทางหลวงหมายเลข ๓๓ ไปกบินทร์บุรี แล้วแยกเข้าทางหลวงหมายเลข ๓๐๔ ผ่านวังน้ำเขียว ปักธงชัย เข้านครราชสีมา

รถโดยสารประจำทาง  บริษัท ขนส่ง จำกัด มีรถโดยสารทั้งรถธรรมดาและรถปรับอากาศ ออจาก

สถานีขนส่งหมอชิต ๒ ไปนครราชสีมาทุกวันและตลอดทั้งวัน รายละเอียดสอบถาม โทร. ๐ ๒๙๓๖ ๑๘๘๐,        ๐ ๒๙๓๖ ๐๖๕๗ , ๐ ๒๙๓๖ ๒๘๕๒-๖๖ บริษัทเอกชนที่เปิดบริการเดินรถคือ บริษัท ราชสีมาทัวร์ โทร. ๐ ๔๔ ๒๔ ๕๔๔๓ กรุงเทพฯ โทร. ๐ ๒๙๓๖ ๑๖๑๕  และ บริษัทแอร์โคราช โทร. ๐ ๔๔๒๕ ๒๙๙๙  กรุงเทพฯ โทร. ๐ ๒๙๓๖ ๒๒๕๒ หรือ  www.transport.co.th

                   สถานีขนส่งที่นครราชสีมามีสองแห่งคือ สถานีขนส่งแห่งที่ ๑ ถนนบุรินทร์ โทร. ๐ ๔๔๒๔ ๒๘๙๙, ๐ ๔๔๒๖ ๘๘๙๙ และสถานีขนส่งแห่งที่ ๒ ถนนมิตรภาพ-ขอนแก่น โทร. ๐ ๔๔๒๕ ๖๐๐๖-๙ ต่อ ๑๗๕, ๑๗๖ (รถปรับอากาศ), ๑๗๘ (รถธรรมดา)

                รถไฟ  มีรถไฟออกจากสถานีรถไฟกรุงเทพฯ (หัวลำโพง) ไปนครราชสีมาทุกวัน รายละเอียดสอบถามที่หน่วยบริการเดินทาง การรถไฟแห่งประเทศไทย โทร.  ๑๖๙๐, ๐ ๒๒๒๓ ๗๐๑๐, ๐ ๒๒๒๓ ๗๐๒๐ หรือ www.railway.co.th

                เครื่องบิน  บริษัทการบินไทย จำกัดมหาชน  มีเที่ยวบินไปจังหวัดนครราชสีมาทุกวัน รายละเอียดสอบถามได้ที่ กรุงเทพฯโทร. ๑๕๖๖, ๐ ๒๒๘๑ ๐๐๖๐, ๐ ๒๖๒๘ ๒๐๐๐ และนครราชสีมาโทร. ๐ ๔๔๒๕        ๗๒๑๑-, ๐ ๔๔๒๕ ๔๘๓๔-หรือ www.thaiairways.com นอกจากนี้ยังมีเครื่องบินจากบริษัท แอร์อันดามัน บินไปจังหวัดนครราชสีมาด้วย สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. ๐ ๒๒๒๙ ๙๕๐๐ (ท่าอากาศยานนครราชสีมาอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ ๓๐ กิโลเมตร ตามเส้นทางนครราชสีมา-จักราช อยู่ในเขตอำเภอเฉลิมพระเกียรติ)

 

การเดินทางภายในตัวจังหวัด

มีรถสองแถวและรถเมล์สายต่างๆ วิ่งบริการภายในตัวเมืองและบริเวณใกล้เคียง โดยแบ่งออกเป็นหลายสายด้วยกัน  หากต้องการความสะดวกยิ่งขึ้นอาจใช้บริการรถสามล้อถีบ และรถตุ๊กตุ๊กที่วิ่งให้บริการผู้โดยสารในเขตตัวเมือง โดยตกลงราคาก่อนการเดินทาง หากต้องการเดินทางไปต่างอำเภอ สามารถขึ้นรถได้ที่สถานีขนส่งแห่งที่ ๑ ถนนบุรินทร์  มีทั้งรถสองแถวและรถโดยสารประจำทางให้บริการ ส่วนสถานีขนส่งแห่งที่ ๒ นั้นมีรถโดยสารไปเฉพาะอำเภอพิมายและไปด่านเกวียน-โชคชัย

 

การเดินทางระหว่างจังหวัด

รถโดยสารวิ่งบริการระหว่างจังหวัดจะออกจากสถานีขนส่งแห่งที่ ๒ (ถนนมิตรภาพ-ขอนแก่น)  โดยมีรถจากนครราชสีมาไปยังจังหวัดต่าง ๆ ในภาคอีสานได้แก่ จังหวัดชัยภูมิ ขอนแก่น อุดรธานี หนองคาย นครพนม สกลนคร กาฬสินธุ์ อุบลราชธานี บุรีรัมย์ (สายเก่าผ่านนางรอง และสายใหม่ผ่านห้วยแถลง) สุรินทร์ (ผ่านนางรอง-บ้านตะโก) นอกจากนี้ยังมีรถโดยสารไปยังจังหวัดในภาคอื่นได้แก่ กรุงเทพฯ ชลบุรี พัทยา ระยอง จันทบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ และเชียงราย (ไปจนถึงแม่สาย)

สถานที่น่าสนใจ 

อำเภอเมือง

                อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี  เป็นอนุสรณ์แด่วีรกรรมอันกล้าหาญของวีรสตรีไทย หรือย่าโม ซึ่งเป็นชื่อที่เรียกกันติดปากโดยทั่วไป สร้างขึ้นเมื่อ พ.. ๒๔๗ ตั้งอยู่กลางเมือง ชาวต่างถิ่นที่แวะมาเยือนและชาวเมืองโคราชนิยมมาสักการะและขอพรจากย่าโมอยู่เสมอ  อนุสาวรีย์หล่อด้วยทองแดงรมดำ สูง ๑.๘๕ เมตร หนัก ๓๒๕ กิโลกรัม แต่งกายด้วยเครื่องยศพระราชทาน ในท่ายืน มือขวากุมดาบ ปลายดาบจรดพื้น มือซ้ายท้าวสะเอว หันหน้าไปทางทิศตะวันตกซึ่งเป็นที่ตั้งของกรุงเทพฯ ตั้งอยู่บนฐานไพทีสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสองซึ่งบรรจุอัฐิของท่าน

ท้าวสุรนารีมีนามเดิมว่า คุณหญิงโม เป็นภรรยาปลัดเมืองนครราชสีมา เมื่อปี พ.. ๒๓๖๙ เจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ได้ยกทัพเข้ายึดเมืองโคราช คุณหญิงโมได้รวบรวมชาวบ้านเข้าสู้รบและต่อต้านกองทัพของเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ไม่ให้ยกมาตีกรุงเทพฯได้เป็นผลสำเร็จ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาคุณหญิงโมเป็นท้าวสุรนารี ประชาชนพร้อมใจกันจัดงานเฉลิมฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารีขึ้นระหว่างวันที่ ๒๓ มีนาคม ถึงวันที่ ๓ เมษายน เป็นประจำทุกปีเพื่อเป็นการระลึกถึงคุณความดีของท่าน

                ประตูชุมพล ตั้งอยู่ด้านหลังอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี สมเด็จพระนารายณ์มหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเมืองนครราชสีมาเป็นเมืองหน้าด่านเมื่อ พ.. ๒๑๙๙ อันเป็นปีที่พระองค์เสด็จขึ้นครองกรุงศรีอยุธยา และสร้างกำแพงประตูเมืองอย่างแข็งแรง โดยมีช่างชาวฝรั่งเศส ซึ่งเป็นมิตรประเทศกับกรุงศรีอยุธยาในขณะนั้น เป็นผู้ออกแบบผังเมือง เมืองนครราชสีมาในขณะนั้นมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด ๑,๐๐๐ x ,๗๐๐ เมตร เดิมมีประตูเมืองทั้งหมด ๔ ประตู ได้แก่ ประตูพลแสนด้านทิศเหนือ ประตูพลล้านด้านทิศตะวันออก ประตูไชยณรงค์ด้านทิศใต้ และประตูชุมพลด้านทิศตะวันตก ปัจจุบันเหลือเพียงประตูชุมพลเท่านั้นที่เป็นประตูเมืองเก่า ส่วนอีกสามประตูได้สร้างขึ้นใหม่  ลักษณะประตูชุมพลเป็นประตูเชิงเทิน ก่อด้วยหินก้อนใหญ่และอิฐ ฉาบด้วยปูน ส่วนบนเป็นหอรบสร้างด้วยไม้แก่นหลังคามุงกระเบื้อง ประดับด้วยช่อฟ้า กระจังและนาคสะดุ้ง กำแพงต่อจากประตูทั้งสองข้างก่อด้วยอิฐ ส่วนบนสุดทำเป็นรูปใบเสมา 

                ศาลหลักเมือง  ตั้งอยู่ถนนจอมพล มุมวัดพระนารายณ์มหาราช ลักษณะเป็นศาลเจ้าแบบจีน ประดิษฐานเสาหลักเมืองนครราชสีมา เป็นที่สักการะบูชาของชาวไทยและจีน สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ระหว่าง พ..๒๑๙๙-๒๒๓๑ ตัวศาลและเสาหลักเมืองทำด้วยไม้ ผนังศาลด้านทิศตะวันออกเป็นกระเบื้องดินเผาปั้นลวดลายนูนต่ำเป็นเรื่องราวการสู้รบของท้าวสุรนารีและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยในสมัยโบราณ

                ศาลเจ้าพ่อช้างเผือก  เป็นศาลเจ้าเล็ก ๆ ตั้งอยู่ริมคูเมืองด้านทิศเหนือ ตรงมุมถนนมนัสตัดกับถนน   พลแสน      สร้างครอบหลักตะเคียนหินซึ่งเดิมเป็นหลักที่ชาวเมืองภูเขียวนำช้างเผือกมาผูกไว้เพื่อให้พนักงานกรม คชบาลตรวจดูลักษณะช้างก่อนกราบทูลถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เพื่อทรงรับไว้เป็นพระราชพาหนะ

                ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ตั้งอยู่ที่ถนนสุรนารายณ์ เมื่อผ่านเข้ามาในบริเวณสถาบันราชภัฏให้แยกซ้ายตามป้ายจะพบเรือนไม้สองชั้นและเรือนโคราช อันเป็นสถานที่รวบรวมและจัดเก็บข้อมูล สิ่งของเครื่องมือเครื่องใช้ รวมทั้งวัตถุโบราณ เพื่อประโยชน์ในการศึกษาข้อมูล ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวโคราชและชาวอีสานทั่วไปในอดีต  การจัดแสดงแบ่งเป็นห้องตามหัวข้อ อาทิ เมืองโคราช  เอกสารโบราณ  อาชีพพื้นบ้าน  ผ้าอีสาน  ของดีโคราช  ดนตรี  คนดีศรีโคราช เป็นต้น  เปิดให้เข้าชมในวันและเวลาราชการ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. ๐ ๔๔๒๔ ๖๓๔๑ ต่อ ๑๒๑๖    โทรสาร ๐ ๔๔๒๔ ๔๗๓๙

                พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มหาวีรวงศ์  ตั้งอยู่ในบริเวณวัดสุทธจินดา ตรงข้ามศาลากลางจังหวัด จัดแสดงศิลปวัตถุทั้งที่สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดสุทธจินดารวบรวมไว้ โบราณวัตถุที่กรมศิลปากรได้สำรวจขุดพบในเขตจังหวัดนครราชสีมา ตลอดจนจังหวัดใกล้เคียงและที่มีผู้บริจาค ส่วนใหญ่เป็นพระพุทธรูป มีทั้งพระศิลาสมัยขอม พระพุทธรูปสมัยอยุธยา พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ เครื่องเคลือบดินเผา เครื่องใช้สมัยโบราณ ภาพไม้แกะสลัก เปิดให้เข้าชมระหว่างเวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น. ในวันพุธถึงวันอาทิตย์ ปิดวันจันทร์ วันอังคารและวันหยุดนักขัตฤกษ์ อัตราค่าเข้าชม ชาวไทย  และชาวต่างประเทศคนละ  ๑๐ บาท ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.๐ ๔๔๒๔ ๒๙๕๘

                วัดศาลาลอย  ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของตัวเมือง โดยแยกจากถนนรอบเมืองไปประมาณ ๕๐๐ เมตร วัดนี้ตั้งอยู่ติดกับลำตะคองซึ่งไหลพาดผ่านตอนเหนือของตัวเมืองไปลงสู่แม่น้ำมูล ท้าวสุรนารีกับท่านปลัดสามีสร้างขึ้น

 

 

Home | About Us | Products | Properties | Service | News | Faq’s | Contact Us |
Copyright (c) 2006, Hindinsaiy (หิน ดิน ทราย) . All Right Reserved.